วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สรุปการเรียนวันที่ 17 ตุลาคม 2558



ขั้นตอนการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น



         ในกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลตามที่คาดหวังนั้น   มีมากมายหลายวิธี กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ครูสามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามบริบทและธรรมชาติของวิชา โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
บันได 5 ขั้น (5L) สู่การพัฒนาผู้เรียน ได้แก่
             ขั้น   L1 การตั้งประเด็นคำถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์
              ขั้น  L2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต หรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น
              ขั้น  L3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็นการฝึกนำความรู้และสารสนเทศหรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้
              ขั้น  L4 การสื่อสารและการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เป็นการฝึกให้ความรู้
ที่ได้มานำเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ

              ขั้น  L5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์
 แหล่งที่มา https://krutarbio.wordpress.com



ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21

 กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สำหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21st Century Outcomes and Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมในหลากหลายด้าน รวมทั้งระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและการเยนการสอนการพัฒนาครู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21
       การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม “สาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century Skills) ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning) ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำหน้าที่ของครูแต่ละคนนั่นเอง
อ้างอิงจาก  http://www.noppawan.sskru.ac.th/data/learn_c21.pdf

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สรุปการเรียนวันที่ 10 กันยายน 2558



สรุปการออกแบบการสอน






หลักการออกแบบของ ADDIE model
มีขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นการวิเคราะห์  Analysis
2. ขั้นการออกแบบ Design 
3. ขั้นการพัฒนา Development
4. ขั้นการนำไปใช้  Implementation 
5. ขั้นการประเมินผล   Evaluation

ขั้นตอนการพัฒนา ADDIE model
ขั้นตอนการวิเคราะห์ (Analysis)
ประกอบด้วยรายละเอียดแต่ละส่วน ดังนี้
1.  การกำหนดหัวเรื่องและวัตถุประสงค์ทั่วไป    
2.  การวิเคราะห์ผู้เรียน 
3.  การวิเคราะห์วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
4.  การวิเคราะห์เนื้อหา
http://www.kroobannok.com/5661

สรุปสื่อการสอน





สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือช่องทางสำหรับทำให้การสอนของครูไปถึงผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามจุดประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้เป็นอย่างดี สื่อที่ใช้ในการสอนนี้ อาจจะเป็นวัตถุสิ่งของที่มีตัวตน หรือไม่มีตัวตนก็ได้ เช่น - วัตถุสิ่งของตามธรรมชาติ - ปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ - วัตถุสิ่งของที่คิดประดิษฐ์หรือสร้างขึ้นสำหรับการสอน - คำพูดท่าทาง - วัสดุ และเครื่องมือสื่อสาร - กิจกรรมหรือกระบวนการถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ
        ความหมาย ความสำคัญของสื่อการสอน และประเภทของสื่อการสอน นักวิชาการในวงการเทคโนโลยีทางการศึกษา โสตทัศนศึกษา และวงการการศึกษา ได้ให้คำจำกัดความของ “สื่อการสอน” ไว้อย่างหลากหลาย เช่น
        ชอร์ส กล่าวว่า เครื่องมือที่ช่วยสื่อความหมายจัดขึ้นโดยครูและนักเรียน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เครื่องมือการสอนทุกชนิดจัดเป็นสื่อการสอน เช่น หนังสือในห้องสมุด โสตทัศนวัสดุต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สไลด์ ฟิล์มสตริป รูปภาพ แผนที่ ของจริง และทรัพยากรจากแหล่งชุมชน 
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/231415


ประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน

ประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอนในการใช้ประกอบการเรียนการสอนมีดังนี้
1. ช่วยให้นักเรียนรับรู้แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น
2. ช่วยให้นักเรียนสนใจในบทเรียนมากขึ้นเพราะสื่อการเรียนการสอนจะเร้าความสนใจ ทำให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในเรื่องที่เรียน และมีส่วนร่วมในการเรียน
3. ช่วยประหยัดเวลาเรียน โดยใช้เวลาน้อย แต่นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น
3. ลดการบรรยายของผู้สอน แต่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
4. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความประทับใจ และจดจำได้นาน
5. ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพขึ้น
6. ส่งเสริมการคิดและแก้ปัญหาในการเรียนรู้
7. ทำให้นักเรียนเกิดการอยากรู้อยากเห็น เพราะเป็นการให้ข้อเท็จจริง
8. ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิด
9. สะดวกในการสอนของครู
10. สามารถสัมผัสและรับรู้ได้โดยง่าย
11. ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้เรียนเพราะสื่อการเรียนการสอนสามารถเก็บและเสนอข้อมูลได้ตามที่ต้องการ
12. เป็นเครื่องมือสำหรับครูในการวินิจฉัยผลการเรียน และช่วยในการสอนซ่อมเสริม
13. ครูสามารถสอนและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้กว้างมากขึ้น
14. ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีภายในชั้นเรียนผู้สอนสนุกสนานไปกับการสอน ทำให้ผู้เรียนมีชีวิตชีวา
15. ช่วยให้ครูมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเพราะครูบางคนพูดไม่เก่ง ในการใช้อุปกรณ์หรือสื่อต่าง ๆ ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สอน
16. สื่อการเรียนการสอนจะช่วยในการสื่อความหมายระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนให้ชัดเจน เป็นรูปธรรมมากขึ้น
17. สามารถใช้กับคนกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อยหรือรายบุคคลในสถานที่ต่างกันได้

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

สรุปการเรียนวันที่ 27 กัยยายน 2558




สรุปทฤษฎีการสอนแบบ Flipped Classroom Model










สรุปการนำไปใช้   คือดิฉันนำไปใช้พัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคลและแบบรายกลุ่ม เหมือนการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ดิฉันก็มีการถามเป็นรายคน และมีงานให้ทำเป็นรายกลุ่ม เพื่อจะทำให้มีการปรึกษาหารือกัน และทำให้นักเรียนทุกคนมีความเข้าใจมากยิ่งๆขึ้น



สรุปวิจัยในชั้นเรียน

สุภาภรณ์ มั่นเกตุวิทย์ (2544: 6) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียนไว้ว่า
1. ช่วยแก้ปัญหาในห้องเรียน
2. ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
3. ปรับเปลี่ยนบทบาทครูใหม่
4. เสริมพลังอำนาจแก่ครูในการแก้ปัญหาในชั้นเรียน
5. ทำให้ได้รู้ถึงวิธีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผล
6. กระตุ้นการสอนแบบสะท้อนกลับ
7. กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการสอนที่มีประสิทธิผล
8. ช่วยตรวจสอบวิธีการทำงานของครูให้มีประสิทธิภาพ
9. ช่วยพัฒนาทักษะทางวิชาชีพครู
10. เป็นการเชื่อมโยงระหว่างวิธีสอนกับผลที่ได้รับ
11. ช่วยให้ครูนำผลการวิจัยไปใช้ในห้องเรียน
12. ทำ ให้ครูสามารถเป็นองค์กรที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ (change agent)
          การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยในการพัฒนาวิชาชีพครูเนื่องจากให้ข้อค้นพบที่ได้มาจากกระบวนการสืบค้นที่เป็นระบบ และเชื่อถือได้ทำให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังพัฒนาผู้ที่มีส่วนร่วมนำไปสู่การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ และด้วยหลักการสำคัญของการวิจัยปฏิบัติที่เน้นสะท้อนผล ทำให้การวิจัยแบบนี้ส่งเสริมบรรยากาศของการทำงานแบบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยอมรับในข้อค้นพบร่วมกัน (สุวิมล, 2544: 15)
จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่าการทำวิจัยในชั้นเรียนมีประโยชน์ คือ
1. ช่วยให้ครูทำงานอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนในการทำงาน
2. ช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพโดยใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพ
3. ครูสามารถสร้างและวิเคราะห์ทางเลือกอย่างหลากหลาย และตัดสินใจเลือก ทางเลือกอย่างมีคุณภาพ มีเหตุผลและสร้างสรรค์
4. ครูใช้กระบวนการวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอน
5. นำผลการวิจัยไปใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของโรงเรียนได้


ที่ม: http://pattarapon.myreadyweb.com/page-3944.html

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

สรุปการเรียนวันที่ 5กันยายน 2558


การเรียนรู้มาจาก?

จะเห็นว่าการเรียนรู้แบบ PBL ที่เรียนเป็นทีม จะมีกระบวนการเรียนรู้ ๓ อย่างที่ฐานของปิระมิด   อันได้แก่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้  การลงมือปฏิบัติ  และการนำเสนอผลงานต่อเพื่อนร่วมชั้น และ/หรือการเขียนรายงาน   ที่ทำให้เกิดความทรงจำ(retention rate)สูง    เป็นการเรียนรู้แบบงอกงามจากภายใน ผ่านการปฏิบัติ   ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้แบบ constructionismและที่สำคัญ เรียนแล้วเกิดทักษะ ไม่ใช่แค่จำได้ แต่เรียนแล้วทำได้ อธิบายได้ เกิดปัญญา เน้นที่ ปัญญาปฏิบัติ(Phronesis)
          การศึกษาไทยต้องลดกระบวนการเรียนการสอน ๔ แบบบนยอดปิระมิด   เพิ่มกระบวนการ ๓ อย่างที่ฐานปิระมิด   ลดการเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้   เพิ่มการเรียนแบบสร้างความรู้ขึ้นเองผ่านการปฏิบัติ
          โดยครูอาจารย์ต้องเปลี่ยนบทบาทจากครูสอน (teacher) เป็น ครูฝึก (coach)   ครูในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องทำตัวเป็น “ผู้เเรียนรู้ วิธีทำหน้าที่ครูฝึก” โดยเน้นเรียนรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก    รวมตัวกันทำงานและเรียนรู้เป็นทีม โดยกระบวนการที่เรียกว่า PLC (Professional Learning Community)
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/487996


การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21






ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมีความแตกต่างจากศตวรรษที่ 20 และ 19 ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง
         ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง "ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21" ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยภาคส่วนที่เกิดจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21
        หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลและเห็นความจำเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21      ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 จึงได้พัฒนาวิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ขึ้น สามารถสรุปทักษะสำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R  และ 4Cซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้
  • 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ
  • 4 C (Critical Thinking - การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่ 
(สามารถดาวน์โหลดหนังสือได้ที่ http://www.noppawan.sskru.ac.th/data/learn_c21.pdf)

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรียนวันที่ 22 สิงหาคม 2558 E- Teacher



คุณลักษณะของครูในยุคศตวรรษที่ 21
E- Teacher  ประกอบด้วย
1. Experience  มีประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Intermet e-mail CD  เป็นต้น
2. Extended    มีทักษะการค้นหาความรู้ได้ตลอดเวลาเพราะเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต สามารถใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ไหนก็ได้ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในการหาความรู้ด้วยเทคโนโลยี
3. Expanded   การขยายผลสู่ความรู้นั้นสู่นักเรียน ประชาชนทั่วไปและชุมชนสามารถถ่ายทอดความรู้ลง CD VDO โทรทัศน์ หรือบน web เพื่อให้เกิดการเพิ่มความรู้ที่เป็นประโยชน์ของบุคลากรโดยรวม
4. Exploration   สามารถเลือกเนื้อหาที่ทันสมัยเอกสารอ้างอิงค้นคว้าทั้งสารและบันเทิง เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำมาออกแบบการเรียนการสอน
5. Evaluation เป็นนักประเมินที่ดี สามารถใช้เทคโนโลยีในการประเมินผล
6. End-User   เป็นผู้ใช้ปลายทางที่ดี เช่น สามารถ Browers ไป website ที่มีคุณค่าบนอินเตอร์เน็ตและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีได้
7. Enabler      สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างบทเรียนและเนื้อหาเพิ่มเติมมาใช้ประกอบการเรียนการสอน สามารถใช้ software และ hardware มาสร้างบทเรียนอย่างน้อยที่สุด สามารถสร้างการนำเสนอเนื้อหาด้วย power point 
เป็นการจูงใจให้นักเรียนสนใจใน การเรียนมากขึ้นหรือการใช้ Authoring เป็นต้น
8. Engagement   ครูที่ร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนความเห็นหาแนวร่วม เพื่อให้เกิดชุมชน เช่น การพูดคุยกันบนเว็บ ทำให้มีความคิดใหม่ๆ มีข้อเสนอแนะ เกิดชุมชนครูบนเว็บ
9. Efficient and Effective  ครูที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลคือ ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วเป็นผู้ผลิตผู้กระจายและใช้ความรู้

อ้างอิง  GotoKnow โดย AOB
สรุป ใน E ทั้ง 9 ตัวนี้ ดิฉันคิดว่า ดิฉันขาด Enabler   การใช้เทคโนโลยีสร้างบทเรียนและเนื้อหาเพิ่มเติมมาใช้ประกอบการเรียนการสอนหรือการนำเสนอเนื้อหาด้วย power point เพราะทางโรงเรียนไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีไม่เพียงพอ ทุกระดับชั้นเรียนผ่านทางไกลโดยทางโรงเรียนไกลกังวล ดิฉันจึงไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้นำเสนอการสอนที่ทันสมัย 
แนวทางการพัฒนา  ดิฉันคิดว่าถึงทางโรงเรียนจะไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีเพียงพอ ดิฉันก็จะไม่คิดที่จะหยุดพัฒนาถ้ามีโอกาสซักวันดิฉันก็จะสอนแบบไม่ไร้เทคโนโลยีแน่นอน


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การสื่อสารกับการเรียนการสอน


การสื่อสารกับการเรียนการสอน



หลังจากที่ได้เจอภาพ ปิรามิดแห่งความสำเร็จแล้ว จึงขอสรุป ย่อๆ ปริรามิดแห่งการเรียนรู้ ดังนี้ นะค
1.             การเรียนในห้องเรียน (Lecture) นั่งฟังบรรยาย จะจำได้น้อยกว่า 10%
2.             การอ่านด้วยตัวเอง (Reading) จะจำได้เพิ่มขึ้นเป็น 10%
3.             การฟังและได้เห็น (Audiovisual) เช่น การดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ จำได้ 20%
4.             การได้เห็นตัวอย่าง (Demonstration) จะช่วยให้จำได้ 30%
5.             การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน (Discussion) เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่ม จะช่วยให้จำได้       ถึง 50%
6.             การได้ทดลองปฏิบัติเอง (Practice doing) จะจำได้ถึง 75%
7.             การได้สอนผู้อื่น (Teaching) เช่น การติว หรือการสอน จะช่วยให้จำได้ถึง 90%
ที่ผมสังเกตภาพปิรมิดแห่งการเรียนรู้ ที่ได้ก็คือ การที่นักเรียนได้การติวให้กับเพื่อนร่วมชั้น จะทำให้เด็กจำได้ถึง 90 % รองลงมาก็คือ การทดลองปฏิบัติเอง จะจำได้ถึง 75% และ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่ม จะช่วยให้จำได้ถึง 50%
 สรุป  ดังนั้นครูในอนาคตแห่งศตวรรษที่ 21 จึงต้องเรียนรู้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยน การเรียนการสอนแบบเดิมครูต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้เพื่อให้นักเรียนฝึกปฏิบัติกิจกรรมเอง โดยที่ครูคอยเป็นที่ปรึกษาของนักเรียนแทนนะครับ

ที่มา: http://www.kruchiangrai.net/

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ความหมายของคำว่า TEACHERS


คำว่า  TEACHERS
T = Teaching   
       หมายถึง ครูทำหน้าที่สอนและถ่ายทอดความรู้
E = Ethic         
       หมายถึง ครูเป็นผู้มีคุณธรรม มีเมตตาธรรมประจำใจ
A = Academic 
       หมายถึง ครูที่เป็นนักวิชาการที่มีความรอบรู้และใฝ่หาความรู้อยู่เป็นนิจ
C = Cultural Heritage   
       หมายถึง ครูเป็นผู้รู้คุณค่าของขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ   และทำหน้าที่ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวไปสู่คนรุ่นหลัง
H = Human Relationship   
       หมายถึง ครูเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และเป็นผู้มีสุขภาพที่ดี
E = Evaluation   
       หมายถึง ครูคือผู้รู้และเข้าใจเรื่องการวัดและประเมินผลเป็นอย่างดี เพราะการวัดและประเมินผลนั้น ครูต้องใช้อยู่ตลอดเวลาในกระบวนการเรียนการสอน
R = Research
       หมายถึง ครูคือผู้ค้นคว้าวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ และสามารถนำผลวิจัยที่ผู้อื่นทำไว้แล้วไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน
S = Service 
       หมายถึง ครูคือผู้ให้บริการด้านอื่นนอกเหนือจากการสอน เช่น บริการแนะแนว บริการด้านสวัสดิการในโรงเรียน รวมถึงการบริการทางวิชาการแก่ชุมชนอีกด้วย

ที่มาบทความ : หนังสือสารัตถะจิตวิทยาการศึกษา รศ.ดร.ประสาท อิศรปรีดา